2007/Feb/04

อัดอั้น ตันใจ

วันนี้เป็นวันที่แสนจะวิเศษอีกหนึ่งวัน เนื่องจากสามารถตื่นสายได้อย่างใจคิด

ผ่านมาเกือบปีแล้ว ที่เราต้องตื่น 6 โมงเช้า เพื่อไปเรียนให้ทันคาบแรก

ทั้งที่ความจริง สมัยที่ยังเรียนอยู่มัธยม เราก็ตื่น6โมงเป็นประจำ

แต่พอมาตอนปีหนึ่งปีสอง มีแต่วิชาเรียน 11 โมง ก็เลยตื่นสายกันไปเรื่อยๆ

จากที่ทำบ่อยๆจนเคยชิน ก็ค่อยๆไปเคยชินกับเรื่องตื่นสาย

วันนี้ก็เป็นอีกวันนึง ที่น่าเหงาใจไม่น้อย ก่อนตะวันจะทอดแสงทอง สว่างไสวบนท้องฟ้า

มันมีเรื่องราวมากมายที่อัดอั้นตันใจอยู่มากพอสมควร แต่ก็ไม่รู้จะระบายให้ใครฟัง

ได้แต่นั่งเก็บกด กดเกมกดอยู่หน้าจอ

ความอัดอั้นตันใจที่ หนึ่ง

เมื่อคืนที่ผ่านมาเป็นคืน Bye 'Nior ของกลุ่ม ซึ่งตามที่ควรจะเป็นคือ

เราต้องไปเป็นส่วนหนึ่งในงานนั้น แต่ว่า ไม่มีแม้แต่สายเดียวโทรมาตามตัว

หมายความว่าไง ก้อหมายความว่า ไม่มีใครเห็นหัวเราเลยไง = ="

ก็ไม่ไปตามระเบียบครับ ไปก็ได้อยู่คนเดียวแหงมๆ

ถ้าจะสาวเรื่องกลับไป มันเริ่มมาจาก ผองเพื่อน ที่เคยสนิทกันอยู่

มีสมาชิกใหม่เพิ่มมาและวันเวลาผ่านไป สมาชิกใหม่คนนั้น ก็มาแทน

สมาชิกเก่าคนนี้(เราไง) และหลังจากนั้น ชื่อของกระผมก็ถูกลบเลือนออกไป

จากสารบบ ได้ยังไงวะ!!!

ความอัดอั้นตันใจที่ สอง

ย้อนหลังกลับไปไม่นานมานี้ งานฟุตบอลประเพณีที่คนเอ็นท์ติดเห่อนักเห่อหนา

ซึ่งแน่นอน ข้าพเจ้าก็เห่อ ไปกะเค้าเหมือนกัน แต่เกือบจะได้อยู่บ้าน เพราะไม่มี

ใครโทรชวนเช่นเคย แต่ยังดีที่ไอ้เจเพื่อนกลุ่มอื่น โทรมาชวน ลงท้ายก็ได้ไปอยู่

กะเจสองคน

ด้วยความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ ก็ไปจ๊ะเอ๋กับเพื่อนพ้องที่ลบข้าพเจ้า

ออกไปจากสารบบ ไม่มีใครในนั้น สนใจเลย(ไม่เห็นหัวกูเลย แสด) แต่เห็นเพียง

กล้องที่ข้าพเจ้าถืออยู่เท่านั้น (แม่งพอเห็นกล้อง ก็สั่งอย่างกะเป็นคนจ้าง)

จะสารภาพว่า ตอนกลางวันไปรับงานที่เอแบคมา ยังไม่มีใครสั่งให้ข้าพเจ้าถ่ายนั่นถ่ายนี่เลย

ไอ้พวกนี้ชวนมาก็ไม่ชวน ทักทายก็ไม่ทักทาย เห็นกล้องกุสั่งให้กุถ่ายนั่นถ่ายนี่เลย

โคตรเซ็งคับ

ความอัดอั้นตันใจที่ สาม

ก่อนงานบายเหนี่ยที่น่ารัก และปัญญาอ่อน จะมาถึง ก็มีการทวงเงินกันตามระเบียบ

ค่าบายเหนี่ยคนละสองพัน จ่ายกันด้วยนะ

แว่บแรกที่ได้ยินก็อึ้งสิครับ บ้านไม่ได้พิมพ์แบงค์ขายนะ จะได้ต้องจ่ายเงินกลุ่ม

ทุกเดือน ไม่วายปีสามต้องมาจายค่านั่นค่านี่ ซึ่งไม่มี return กลับมาให้เลยซัก

สตางค์เดียว

เคยถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า การที่ข้าพเจ้าเข้ามาอยุ่ในคำว่ากลุ่ม กลุ่มเคยให้อะไรกับข้าพเจ้าบ้าง

คำตอบคือไม่เลย สามปีในรั้วมหาลัยที่แต่ละคนอยากเข้ามากันนักหนา ในคณธที่ดูแล้วดีแสนดี

ไม่ให้อะไรแก่ข้าพเจ้าเลย

มีเพียงความรู้ เท่านั้น ที่ข้าพเจ้ายอมรับได้ และรู้สึกว่าคุ้มค่า

กลับเข้าเรื่อง เพื่อน(อดีต) ของข้าพเจ้าก็ทวงตังยิกๆๆ เจอหน้าทวงสองพัน

สารภาพว่า ข้าพเจ้า มีเงิน แต่ไม่จ่าย เหตุผลเพราะ มันทวงแบบน่าเกลียด เหมือนไปติดหนี้แล้วไม่จ่ายมาแต่ชาติปางก่อน

แทนที่เจอหน้าจะทักทายเหมือนเพื่อนในกลุ่ม นี่เจอหน้าทวงสองพัน

นี่หรือเพื่อน??

เรื่องที่ขี้เกียจบ่น แค่คิดไว้ในใจ

การที่ข้าพเจ้าคบใคร ข้าพเจ้าล้วนคบด้วยความจริงใจ และคบอย่างเต็มใจ ช่วยอย่างเต็มใจ

โดยหวังอยู่เล็กๆเช่นกันว่า เค้าเหล่านั้นจะให้ความจริงใจตอบ

แต่สังคมย่อมอุดมไปด้วยการใส่หน้ากากหน้ากากที่ไม่น่าเชื่อว่าจะใส่กับข้าพเจ้าลง

ทุกคนที่คบกัน หวังเพียงผลประโยชน์ของตน เรื่องของตน และหวังเพียงไม่ให้ตัวเองต้องเสียประโยชน์

นี่แหละ คือเพื่อนในเวลานี้ที่ข้าพเจ้ามี

ข้าพเจ้ามิได้รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย ที่เสียเพื่อนเหล่านี้ไป แต่ข้าพเจ้าเสียใจ ที่

ความจริงใจของข้าพเจ้า ต้องสูญเปล่า

2007/Jan/23

วันนี้เรียน Pricing ตอน 8โมงเช้า

เข้าห้องมาถึงอาจารย์ก็ถามว่า เมื่อเช้าพวกคุณได้ดูข่าวกันรึเปล่า

เรื่องที่นักร้องเกาหลีผูกคอตาย

นักศึกษานั่งเงียบ... อาจารย์บอกต่อไปว่า

"คนเราทุกคน มีความสมดุลย์อยู่ในตัวเอง"

"เมื่อไหร่ที่มีความทุกข์ แสดงว่า มี Pain หรือว่าความเจ็บปวด

มันเข้ามาถ่วงไว้ให้เสียสมดุลย์"

"หน้าที่ของเรา คือ ทำอย่างไรให้มันกลับมาสมดุลย์อีกครั้ง"

"เรามีสองทางเลือก ทางเลือกแรก คนมันจะไม่ค่อยทำกัน นั่นก็คือ หาอะไรมา balance กับpain

เช่นเราอกหัก ให้เราคิดว่า ดีแล้วที่เลิกกันไป ประหยัดดี เป็นต้น"

"กับอีกทางเลือกหนึ่ง คือการเอาpain ออก เช่น การฆ่าตัวตายของดาราเกาหลีคนนี้"

"คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การฆ่าตัวตาย คือการปลดปล่อย pain "

"แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นการแก้ไขที่ไม่ถูกต้อง "

"ดังนั้นหากมีปัญหาอะไร ให้พยายามมองหาทางแก้ไขที่ถูกต้อง

หรือหาอะไรมาชดเชย

มากกว่าการที่เราจะลด pain โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น"

--------------------------------------

ปล.มีเรื่องเขียนอีกเยอะ ไว้จะค่อยๆมาเขียนเล่าๆไปเรื่อยๆ